วัดศรีดอนมูล ตำบลชมภู อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
ครูบาน้อย เตชปัญโญ เจ้าอาวาสวัดศรีดอนมูล

ประวัติครูบาน้อย เตชปัญฺโญ วัดศรีดอนมูล จ.เชียงใหม่

พระครูสิริศีลสังวร (ครูบาน้อย เตชปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดศรีดอนมูล จ.เชียงใหม่

ชาตภูมิ

              พระครูสิริศีลสังวร (ครูบาน้อย เตชปญฺโญ) มีดามเดิมว่า ประสิทธิ์ กองคำ (น้อย) เป็นบุตรของคุณพ่อคำ กองคำ และคุณแม่ต๋าคำ กองคำ เกิดเมื่อ วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2494 แรม 4 ค่ำ เดือน 3 (เหนือ) ปีขาล ที่บ้านศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่มีพี่น้องร่วมบิดา – มารดา เดียวกัน 4 คน คือ        
          1.    นางสาว สงวน กองคำ (เสียชีวิตแล้ว)
          2.    พระครูสิริศีลสังวร (ครูบาน้อย เตชปญฺโย)
          3.    นายแก้ว กองคำ
          4.    นายภัทร กองคำ

              เมื่อแรกเกิด เด็กชายประสิทธิ์ กองคำ มีสายรกพันรอบตัว ซึ่งตามความเชื่อของครูโบราณในภาคเหนือได้เล่ากันมาว่า จะได้บวชเป็นพระสืบทอด พระพุทธศาสนาต่อไปและแล้วก็เป็นไปตามความเชื่อของคนโบราณ เด็กชายน้อย ชอบติดตามคุณแม่ต๋าคำไปทำบุญที่วัดในวันพระเสมอ เวลาพระเทศน์ เด็กชายน้อย สำรวม กาย วาจา ใจ ตั้งใจฟังพระเทศน์อย่างใจจดใจจ่อ มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังเมื่ออายุได้ 7 ขวด คุณแม่ต๋าคำ กองคำ ได้นำไปฝากเป็นเด็กวัดเพื่อเรียนหนังสือกับครูบาผัด (พระครูใบฎีกาผัด ผุสฺสิตธมฺโม) ณ วัดศรีดอนมูล 
              ซึ่งในสมัยนั้นครูบาผัดเป็นพระที่มีความสามารถทางคาถาอาคม อยู่ยงคงกระพัน และการรักษาผู้ป่วยด้วยยาสมุนไพร จนชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันดี ในจังหวัดเชียงใหม่ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเด็กชายน้อย ได้รับการพร่ำสอนในเรื่องของ ธรรมมะ อักขระภาษาล้านนา(ซึ่งเป็นภาษาที่รวบรวมคาถาอาคม ของคนล้านนาไว้) จากครูบาผัด ด้วยความตั้งใจ ในการที่เป็นเด็กใฝ่รู้ในการเรียน จึงทำให้เด็กชายน้อยเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วกว่าเด็กวัดคนอื่น ๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน
       
สู่ร่มกาสาวพัสตร์

              ขณะที่เป็นเด็กวัดนั้นท่านได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะอักขระภาษาล้านนา ไปพร้อมกับการศึกษาเล่าเรียนหนังสือตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ไปด้วยจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งถือว่าเรียนจบภาคบังคับ เมื่อเด็กชายน้อยอายุได้ 13 ปี ครูบาผัดได้ปรึกษากับคุณพ่อคำ คุณแม่ต๋าคำ ว่าจะนำเด็กชายน้อยมาทำการบรรพชา เพราะอยู่วัดมานาน และเรียนจบภาคบังคับแล้ว
              เมื่อเด็กชายน้อยได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันจันที่ 6 มิถุนายน 2507 ปีมะโรง โดยมีพระครูอินทรสธรรม (ครูบาอิ่นแก้ว) วัดกู่เสือ อ.สารภี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นสามเณรน้อยได้ทุ่มเทเวลาในการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งศึกษาตำรายาสมุนไพร และคาถาอาคมในด้านอยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม จากหลวงพ่อครูบาผัดอย่างตั้งใจจริง จนเป็นที่รักและเมตตาของครูบาผัดยิ่งนัก
              ในที่สุดท่านสอบได้นักธรรมชั้น ตรี โท เอก ซึ่งขณะนั้นนับเป็นการศึกษาชั้นสูงสุดในการเรียนของโรงเรียนนักธรรมวัดศรีดอนมูล จากนั้นท่านได้เป็นอาจารย์สอนนักธรรมแก่สามเณรรุ่นน้อง ๆ สืบต่อไปอย่างมานะอดทนเพื่อสืบทอดการศึกษาด้านพุทธศาสนาต่อมาท่านได้กราบลาหลวงพ่อครูบาผัด ไปศึกษาต่อในระดับเปรียญธรรม อันเป็นการศึกษาที่สูงขึ้นไปอีก ณ สำนักเรียนวัดบุปผาราม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ท่านศึกษาไปได้ระยะหนึ่งเท่านั้น ท่านต้องหยุดเรียน เนื่องจากการเดินทางจากวัดศรีดอนมูลไปในตัวจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประกับกับหลวงพ่อครูบาผัดไม่มีใครช่วยทำงานทางศาสนาครูบาน้อยจึงต้องกลับมาปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อครูบาผัดเช่นเดิม
              หลังจากที่สามเณรน้อยได้กลับมาช่วยงานพระครูพิศิษฏ์สังฆการ (ครูบาผัดซึ่งดำรงตำแน่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอสารภี) ได้ระยะหนึ่ง อายุพรรษาของท่านครบอุปสมบทพอดี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2514 ณ พระอุโบสถวัดพญาชมพู โดยมีพระครูพุทธาทิตยวงศ์ (ครูบาอุ่นเรือน) วัดป่าแคโยงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสมชุตินธโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดผัด ผุสสิตธมโม เป็นอนุสาวนาจารย์ หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้วจึงได้รับ ฉายาว่า เตชปญฺโญ อันมีความหมายว่าผู้มีปัญญาเป็นเดช
              หลังจากที่ได้ทำการอุปสมบทแล้วพระภิกษุน้อยได้ช่วยเหลืองานของหลวงพ่อครูบาผัด ซึ่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอสารภี ด้านสาธารณูปการ คือในด้านดูแลการสร้างศาสนสถานและศาสนวัตถุของวัดทุกวัดในอำเภอสารภี แต่เมื่อหน้าที่การงานและความรับผิดชอบของท่านในด้านศาสนามากขึ้น แต่ท่านไม่ทิ้งด้านการศึกษา ดังนั้น ท่านจึงได้ปรารภเรื่องการเรียนกับหลวงพ่อครูบาผัดว่า ท่านต้องการเรียนภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกเอาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ ถึง 84000 พระธรรมขันธ์ อันมีพระสูตร พระธรรรม พระวินัย หรือเรียกกันว่า พระไตรปิฎก ท่านจึงได้กราบลาหลวงพ่อครูบาผัดไปศึกษาในระดับเปรียญธรรม เป็นครั้งที่ 2 โดยไปศึกษาที่หอปรยัติธรรม วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูนจนท่านสามารถสอบได้เปรียญ 1 และ 2 ขณะทีท่านกำลังศึกษา ประโยค 3 อยู่นั้น ภารกิจในด้านการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของหลวงพ่อครูบาผัดทั้งในด้านการปกครองการเผยแผ่ การสาธารณูปโภค รวมทั้งการศึกษาได้เพิ่มมากขึ้น ท่านต้องการคนช่วยแบ่งเบาภาระในหน้าที่การทำงาน พระภิกษุน้อยจึงต้องออกจากการศึกษาเป็นครั้งที่ 2 เพราะความผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์มีมาก เหนือกว่าสิ่งใดนั้นเอง

การศึกษาเล่าเรียนกัมมัฏฐาน
การศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในทางพุทธศาสนามีอยู่  3 ระดับ คือ 
         1.    ระดับปริยัติ คือ การเรียนในขั้นทฤษฎี โดยมีอาจารย์ หรือผู้รู้ค่อยแนะนำในการสั่งสอน
         2.    ระดับปฏิบัติ คือการลงมือประกระทำหลังจากเรียนรู้ในเรื่องของปฏิบัติจนเข้าใจแจ่มแจ้ง
         3.    ระดับปฏิเวธ คือ การนำเอาข้อหลักธรรม และหลักปฏิบัติมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินวัตรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

              ครูบาน้อยสนใจในเรื่องของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่เสมอ ทั้งศึกษาจากหลวงพ่อครูบาผัดและศึกษาจากหนังสือที่ผู้รู้ต่าง ๆ ที่เขียนไว้ ในสมัยนั้นเรื่องของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่โด่งดังในภาคเหนือ คือ วัดพระพุทธบาท ตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน โดยมีหลวงพ่อครูบาพรหมมา พรหมจักโก เป็นพระวิปัสสนาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชากัมมัฏฐานให้แก่พุทธศาสนิกชนผู้สนใจพระภิกษุ สามเณร
              ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เปรียบเสมือนหลักสดมภ์ ใหญ่สายล้านนาซึ่งพระเกจิอาจารย์ทั้งหลายในล้านนาเคารพบูชาและยึดถือวัตรปฏิบัติเป็นแบบอย่าง แนวทาง ปฏิบัติสืบต่อกันมาแทบทุกองค์ จนเป็นที่รู้จักและเลื่องลือกันทั่วจนถึงทุกวันนี้ 
               ครูบาน้อยได้ยึดวัตรปฏิบัติของครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นแบบอย่างเช่นกัน ทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการครองตนครองตัว การเป็นพระนักพัฒนา การเข้านิโรธกรรมการฉันอาหารมังสวิรัติ เป็นต้น ครูบาน้อยเคารพบูชาเทิดทูนครูบาเจ้าศรีวิชัย อย่างยิ่งนับถือเป็นพระอาจารย์ใหญ่
              ครูบาน้อยได้ใช้ขันติธรรมในการศึกษาในเรื่องของวิปัสสนากัมมัฏฐาน แต่ก็ยังติดขัดไม่เข้าใจในหลายๆเรื่อง ท่านจึงได้กราบลาหลวงพ่อครูบาผัดเพื่อไปศึกษาในเรื่องวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งถือว่าเป็นความลำบากใจของท่านมากที่ต้องจากอาจารย์ไปศึกษา แต่การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังครูบาน้อยจะคอยอบรมลูกศิษย์ลูกหาเป็นประจำว่า การศึกษา เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคม และคนคือเครื่องมือในการพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชนตลอดจนถึงประเทศชาติ และท่านเน้นย้ำอยู่เสมอว่าการเกิดเป็นมนุษย์นี้จะต้องมีศีลธรรมประจำใจทั้ง เอาดีให้ได้ จะไปเอาได้แล้วไม่ดี อันนี้หมายถึงการเกิดเป็นมนุษย์นี้จะต้องเอาดีอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้ ไม่ใช่จะเอาทุกเรื่องแล้วไม่ดีเลยท่านจึงไปศึกษาในเรื่องของกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อครุบาพรหมา พรหมจักโกซึ่งปัจจุบันนี้ ท่านจะเรียกว่า อาจารย์ใหญ่ พอสมควรแล้วท่านจึงได้กราบลามาทำการอุปัฏฐากหลวงพ่อครูบาผัด ตามเดิม
              พระอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่เป็นพระเกจิอาจารย์ของล้านนาไทยที่ครูบาน้อยไปมาหาสู่เสมอตั้งแต่ปี 2527 คือ หลวงปู่หล้าตาทิพย์ (พระครุจันทสมานคุณ) วัดป่าตึง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จนได้รับการถ่ายทอด วิชาการศึกษาต่าง ๆ มากมาย เช่นคำปะพรมน้ำมนต์ ซึ่งเป็นคำโคลงของล้านนาไทยที่อวยพรให้แก่คณะศรัทธาญาติโยมให้มีความสุข ความเจริญในหน้าที่การงาน ตลอดถึงมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง พร้อมทั้งวิธีการต้อนรับแขกผู้มาเยือน
              ครูบาน้อยได้ซื้อรถยนต์ (รถตู้) ถวายครูบาหล้า ด้วยความกตัญญูต่อพระอาจารย์ที่ท่านเคาระรัก ระหว่างที่ครูบาหล้าป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ครูบาน้อยได้ไปเยี่ยมอยู่อย่างสม่ำเสมอ จนหลวงปู่ครูบาเหล้ามรณภาพ เมื่อปี 2536 ครูบาน้อยได้สูญเสียพระอาจารย์ ที่มีความเมตตาท่านมาตลอดไปอีกองค์หนึ่งแล้วนับเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของครูบาน้อย
              เมื่อครั้งครูบาน้อยได้เข้านิโรธกรรม ปีที่ 3 (2539) ท่านได้ไปปรึกษาสนทนาธรรมเกี่ยวกับธรรมะที่ได้เมื่อตอนที่นั่งสมาธิเข้านิโรธกรรมกับหลวงพ่อพระครูมงคลคุณาธร(หลวงปู่ครูบาคำปัน) วัดหม้อคำตวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่จากนั้นไปมาหาสู่เป็นประจำจนกระทั่งครูบาคำปันได้สอนครูบาน้อยเรื่อง อักขระภาษาล้านนา ในเรื่องของเมตตามหานิยม และเรื่องของตำรับตำรายาสมุนไพร พร้อมทั้งเป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่คอยให้คำปรึกษาในเรื่องของวัตรปฏิบัติพร้อมทั้งเรื่องของการครองเพศบรรพชิต
              เมื่อท่านเข้านิโรธกรรม ปีที่ 7 ท่านได้ประสบพบเห็นสิ่งต่าง ๆ ในระหว่างที่ท่านเข้านิโรธนั้น มาปรึกษาขอคำแนะนำ กับครูบาชัยยะวงศา ที่วัดพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.เชียงใหม่ ทั้งด้านวิปัสสนากรรมฐานและอักขระล้านนาต่าง ๆ จนครูบาเอ่ยว่า เอ่อ ตุ๊เจ้าโบราณไปเข้ากรรมในจุ่มปลวก ปลวกกินหมด ครูบาน้อยได้นำมาคิดตีความได้ว่า ให้มีสติอย่าไปฆ่าปลวก ปล่อยให้มันกินผ้าไป เหลือแต่ชีวิตก็เอาแล้ว ทำให้ครูบาได้ข้อคิดมากมายเกี่ยวกับมารต่าง ๆ ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนในระหว่างที่ท่านเข้านิโรธกรรมและเล็งเห็นวิธีแก้ไขได้อย่างชัดเจน ดังคำที่ว่า มารไม่มีบารมีไม่เกิด บารมีจะเกิดเมื่อมีมารมาผจญ
              ครูบาน้อยท่านมีพระอาจารย์ที่เป็นฆราวาสเพียงคนเดียวคือ พ่อครูสล่ากุงหม่า บ้านดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ผู้ซึ่งได้หนีหลบภัยมาจากเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ซึ่งเมื่อครั้งท่านพ่อครูสล่ากุงหม่าอยู่ที่เชียงตุงนั้นท่านเป็น โหรหลวงประจำราชสำนักของเมืองเชียงตุง ท่านได้ถ่ายทอดวิชาโหรศาสตร์และตำราการปรุงยาสมุนไพรโบราณ ตามแบบไทโบราณและแบบพม่าและเครื่องรางของขลังรวมทั้งการทำเทียนชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา และใช้ในการสืบชะตา หรือสะเดาะเคราะห์ ฯลฯ
              ปัจจุบันนี้ ครูบาน้อย เตชปญฺโญ ได้สืบสานวิชาความรู้ที่พระอาจารย์ทั้ง 9 ที่ท่านได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการปะพรมน้ำมนต์การทำตะกรุด การทำเทียนสะเดาะเคราะห์ เทียนสืบชะตา เทียนสีวลี ฯลฯ การปลุกเสกการดูฤกษ์ยามต่างๆ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน การปรุงยาสมุนไพรรวมทั้งสืบสานและรักษาประเพณีไทยโบราณ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีความเมตตาแก่ผู้ยากไร้และคนชรา รวมทั้งสนับสนุนส่งเสริม การศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอจนทุกวันนี้

แสวงหาความวิเวก    
              ครูบาน้อยท่านเป็นพระที่สนใจศึกษาในรสธรรมขององค์สมเด็กพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เป็นประจำดังที่ว่ามาแล้ว ดังนั้นท่านจึงมักจะหาเวลาประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ ตามที่โอกาสและเวลาจะเอื้ออำนวยเมื่อครั้งยังเป็นสามเณรน้อย เคยได้ไปร่วมการเข้ากรรมกับครูบาผัดที่วัดหนองเต่า อ.สันทราย เชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นอายุยังน้อยนักจึงจำรายละเอียดได้ไม่มากนัก  
              ต่อมาประมาณปี 2513 ครั้งเป็นสามเณรใหญ่ได้ไปธุดงค์กับพระอาจารย์ครูบาผัด ในที่สุดก็ปักกลดที่เขาเขียว จ.นครสวรรค์ ตรงค่ายจิตรประวัติ(ปัจจุบันไม่เห็นสภาพแล้ว แต่สมัยนั้น จะเลืองลือกันมากกว่าที่เขาเขียวนี้มีสิงสาราสัตว์มากมาย เพราะเป็นป่าทึบ) พอตกค่ำจะมีเสียงร้องของสัตว์มากมายจนประมาณ ตี 1 มีเสียงร้องดังสนั่น เสียงเสือคำรามนั้นเอง แทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงจักจั่นเรไรที่ร้องอยู่อย่างดังสนั่นไปทั่วป่า ครูบาน้อยได้แผ่เมตตาให้เสียงนั้นจึงเงียบไป นับเป็นประสบการณ์แรกที่ครูบาได้พบเห็นเมื่อครั้งเป็นสามเณร
              จากนั้นเมื่อครั้งเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว ประมาณ 2517 ครูบาน้อย เตชปญฺโญ ได้เดินป่าธุดงค์ไปกราบนมัสการพระบาทสี่รอย ที่ อ.แม่ริม และได้ปักกลดค้างแรมที่พระบาทสี่รอย โดยท่านเจตนาว่าจะไปกราบนมัสการรอยพระบาทเพื่อรำลึกถึงพระเจ้า 5 พระองค์ และอธิษฐานจิตขออำนาจบารมีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ให้ท่านได้เล็งเห็นสัจธรรม เพื่อเป็นประทีปไปสู่นิพพาน
              อีกครั้งหนึ่งครูบาน้อยได้ออกธุดงค์กับลูกศิษย์ที่เป็นสามเณร อีก 2 คนคือน้อยเกษมกับน้อยศักดิ์ (ปัจจุบันสึกเป็นฆราวาสแล้ว) เพื่อแสวงหาความสงบวิเวกในการประพฤติปฏิบัติธรรมโดยธุดงค์ไปยังจังหวัดเชียงราย ผ่านทางอำเภอดอยสะเก็ดของเชียงใหม่ไปยังจังหวัดเชียงรายเข้าพะเยาและแพร่ วกกลับมาทางจังหวัดลำปาง เข้าลำพูนจนถึงวัดศรีดอนมูล ท่านใช้เวลาในการเดินธุดงค์ประมาณครึ่งเดือนเศษ ระหว่างทางท่านจะเลือกปักกลดตามป่าช้า ซึ่งท่านได้พบกับสัมภเวสี และ โอปาติกะและเกิดนิมิตเป็นช่วง ๆ เป็นระยะ ๆ ท่านจะแผ่เมตตาให้โดยตลอดหลังจากพวกเขาได้รับส่วนบุญแล้วก็จะหายไป โดย ทุกปี ครูบาน้อย จะจัดงานขึ้นทั้งหมด 3 งาน คือ
    1. คืองานนิโรธกรรม 
    2. งาน กตัญญู 
    3. งานกฐิน

การเข้านิโรธกรรม    
              ครูบาน้อยท่านได้มาอยู่อาศัยเป็นลูกศิษย์ พร้อมกับคอยปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อครูบาผัดมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ความผูกพันระหว่างความเป็นศิษย์กับอาจารย์จึงมีมากกว่าสิ่งใด
              ในปี 2537 ครูบาผัดได้ล้มป่วยลงด้วยโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดอย่างกะทันหัน ครูบาน้อยพร้อมกับลูกศิษย์ จึงได้นำส่งโรงพยาบาลทันที และในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นมรสุมครั้งยิ่งใหญ่ของครุบาน้อยในเพศบรรพชิตนับตั้งแต่ท่านได้ดำรงสมณะเพศมา เพราะว่ามรสุมได้รุมเร้าท่าน 3 ทางด้วยกัน คือ
    1. ต้องดูแลอาจารย์ของตนเอง คือ ครูบาผัดที่กำลังล้มป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
    2. ต้องควบคุณการก่อสร้าง กุฏิสงฆ์ล้านนาญาณสังวราราม
    3. ต้องควบคุมดูแลการก่อสร้างสะดาน ครูบาผัดสามัคคี
              อาการของครุบาผัดในครั้งนั้นหมดที่รักษาอาการอยู่ถึงกับบอกกับครูบาน้อยและคณะศิษย์ยานุศิษย์ว่าให้เตรียมใจไว้ เพราะอาการของครูบาผัดอยู่ในชั้นอาการหนักเต็มที เพราะท่านต้องผ่าสมองอันเนื่องมาจากโรคไขมันอุดตัน 
              เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ครูบาน้อยก็มาได้ระลึกนึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ประพฤติปฏิบัติตามแนวคำสอนอันมีครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ซึ่งครูบาน้อยได้ยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติธรรมของท่าน รวมทั้งครูบาพรหา พรหมจักโก อันเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานของท่านครูบาน้อยได้ระลึกนึกถึงวัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์เหล่านี้ พร้อมทั้งอุปสรรคต่าง ๆ ที่บุรพาจารย์เหล่านี้ได้ประสบมา
              ดังนั้นครูบาน้อยจึงได้ทำการค้นคว้าวัตรปฏิบัติของครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยอย่างจริงจังจากหนังสือ (ปั๊บสาภาษาล้านนา) ต่าง ๆที่มีอยู่ท่านจึงได้ค้นพบ วิธีการเข้านิโรธกรรม ของครูบาเจ้าศรีวิชัยที่เขียนไว้ในหนังสือประวัติของครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ดังนั้นครูบาน้อยจึงได้มารำลึกนึกถึงคุณของครูบาเจ้าศรีวิชัย และพระครูพิศิษฏ์สังฆการ (ครูบาผัด) ซึ่งกำลังนอนป่วยอยุ่ที่โรงพยาบาล ท่านจึงได้ตั้งสัจจะอธิษฐานที่จะถวายชีวิตมอบไว้กับพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งได้ตั้งสัจจะอธิษฐานที่จะอุทิศชีวิต ของท่านแลกกับชีวิตของครูบาผัดที่กำลังนอนป่วยอยู่
              จากจุดนี้เองครูบาน้อยจึงได้ทำการเข้านิโรธกรรมตามแบบครูบาศรีวิชัย โดยท่านได้ปฏิบัติในครั้งแรกในปี พ.ศ.2537 การปฏิบัติในครั้งนี้ได้สร้างปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในบรรดาลูกศิษย์ทุกๆ คนคือ ขณะที่ครูบาน้อยได้ปฏิบัตินิโรธกรรมได้เพียง 2 วันเท่านั้น อาการของครูบาผัดที่หมอบอกให้ทำใจก็หายราวกับปาฏิหาริย์ เพราะครูบาผัดได้ลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับให้หมอถอดสายน้ำเกลือรวมทั้งสายออกซิเจนออกจากตัวท่านและเดินไปมาภายในห้องพัก จากนั้นท่านก็ไปสรงน้ำพร้อมกับบอกให้ลูกศิษย์ที่เฝ้าดูอาการพากลับวัดและนำครูบาน้อยบิณฑบาตในวันออกนิโรธกรรมในป่าช้าในวันถัดไป
              จากปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ครูบาน้อยได้ปฏิบัตินิโรธกรรมในหลายๆด้าน จึงจำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัตินิโรธกรรมตามแบบครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยและยึดถือปฏิบัติมาตลอดจนปัจจุบันทุกปี

การเข้านิโรธกรรมปีที่ 1 – ปีที่ 3 นั้นครูบาน้อยใช้ป่าช้าของบ้านศรีดอนชัยเป็นที่เข้านิโรธกรรม ซึ่งในปีแรกนั้นพบอุปสรรคมากมายทั้งมีคนดูแคลนว่าทำไม่ได้ ไม่สำเร็จ ขณะที่นั่งกรรมฐานอยู่ก็มีคนเอาดินมาขว้างปาใส่ซุ้ม แกล้งไล่หมาบ้าง ตบมือไล่บ้าง เนื่องจากเป็นปีแรกจึงมีทั้งเทวดา มาให้กำลังใจ และมีสัมภเวสี มาร้องบ้าง มาหลอกหลอนบ้าง แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี

การเข้านิโรธกรรม ปีที่ 2  ถูกทดสอบหนักมาก เกิดฟ้าแลบฟ้าผ่าลงตรงซุ้มรูปปั้นครูบาศรีวิชัยเจ้า ซึ่งแกะด้วยไม้ขนุน แต่ช่างอัศจรรย์จริง ๆ รูปเหมือนครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่ทำด้วยไม้ไม่เป็นอะไรเลย อยู่ในสภาพปกติเหมือนเดิม

การเข้านิโรธกรรม ปีที่ 3 มีเทวดามาทดสอบ และมีเสียงมาร้องส่งเสริมยินดีและมีเสียงพระสวนมนต์แต่ไม่เห็นองค์พระ แต่จำเสียงได้ว่าเป็นเสียงครูบาอาจารย์

การเข้านิโรธกรรมปีที่ 4 ได้ย้ายสถานที่เข้ากรรมมาเป็นวัดศรีดอนมูลตรงที่ครูบาตั้งใจจะซื้อทำเป็นสวนป่าปฏิบัติธรรม ระหว่างเข้านิโรธกรรมก็มีคนมาก่อกวนดูแคลนว่าครูบาไม่สามารถจะซื้อที่ดินผืนนี้ได้ ไม่สามารถอยู่กรรมได้ถึง 9 วันแน่ วิพากษ์ไปต่าง ๆ นานา แต่แล้วครูบาก็เข้ากรรมจนครบกำหนด 9 วันตามที่มีเจตนาไว้ 

              จากนั้นการเข้านิโรธกรรมก็สืบมาเป็นวัตรของครูบาน้อยทุกปี ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนเกิดของท่านในทุกปี เรื่อยมา ซึ่งในแต่ละปีจะเกิดการทดสอบอารมณ์ครูบาตลอดทุกปี แตกต่างกันไป ดังเช่นเมื่อ ปีที่ 7 นิมิตว่ามีงูค้างคาวใหญ่ (ค้างคาวลูกไก่) ช้าง จะมาทำร้ายซึ่งเป็นที่มีมารส่งมาหวังทำร้ายครูบาน้อยแต่ครูบาก็ผ่านวิกฤตินั้นมาได้ จนครูบาต้องไปสนทนาธรรมกับครูบาชัยยะวงศา วัดพระบาทห้วยต้มต่อมา ปีที่ 16 2552 ถูกทดสอบหนักมากขนาดที่มีกระแสลมแรงมากจนหอบเอาซุ้มพระพุทธรูปขึ้นไปบนหลังคาของสถานที่ปฏิบัติธรรมทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นเป็นเวลา 13.07 น. นอกจากนั้นยังนิมิตเห็นมีอาคันตุกะมาเยี่ยมมากมาย มีทั้ง เสือ สิงห์ กระทิง แรด ลิง ไก่ สัมภเวสี มาแบบมีทั้งรูปมีทั้งเสียง จะเข้ามาทำร้าย แต่เข้ามาไม่ได้”นี่เองมารมาทดสอบว่ามีความอดทนไหม ดูว่าร้อนจะร้อนถึงขนาดไหน” ดูว่าอารมณ์ของครูบาจะเป็นอย่างไรครูบาคิดแต่ว่า มาไม่มีบารมีไม่เกิด บารมีจะเกิดเมื่อมีมารมาทดสอบ นอกจากนั้นท่านยังมีคาถาประจำใจท่านและมักสอนลูกศิษย์เสมอว่า อมอด อดอม อดทน คือ ขันติ ที่มีสติ กำกับ นั่นเอง นี่เองทำให้ให้ท่านผ่านพ้นมารผจญไปได้ และสำเร็จในทุกสิ่งที่ท่านปฏิบัติ

งานกตัญญู  ทุกๆปี ครูบาน้อยจะจัดงานกตัญญูเพื่อระลึกถึง อาจารย์ของท่านทั้ง 9 ท่านคือ 
1. ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย
2. ครูบาพรหมมา พรหมจกฺโก
3. ครูบาหล้า จนฺโท (ครูบาหล้า ตาทิพย์)
4. ครูบาคำปัน นนฺทิโย
5. ครูบาชัยยะวงศา จนฺทวํโส
6. ครูบาอิ่นแก้ว
7. ครูบาอุ่นเรือน
8. พระครูพิศิษฏ์สังฆการ (ครูบาผัด ผุสฺสิตธมฺโม)
9. สล่ากุงหม่าและผู้มีพระคุณ

กฐิน ครูบาน้อย เตชปญฺโญ ทอดกฐินตกค้าง ให้กับวัดที่ไม่มีโอกาส ปี ละ 9 วัด มาเป็นระยะเวลา 22 ปี 

ผลงานของครูบา

              เมื่อปี พ.ศ.2519 ช่วยพระอาจารย์ครูบาผัด ก่อสร้างพระวิหารเมื่อปี พ.ศ.2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ ทรงเสร็จพระราชดำเนินยกช่อฟ้า พระวิหารและทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เศียรพระประธานในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2524 และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสร้างพระอุโบสถวัดศรีดอนมูล และพระองค์ทรงพระราชทาน พระบรมราชานุญาติ ให้อัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. บนแหนบทองคำประดิษฐานบนหน้าบันพระอุโบสถ
              เมื่อปี พ.ศ.2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ วลัยลักษณ์ฯ ทรงเสร็จ พระราชดำเนินตัดลูกนิมิต พระอุโบสถวัดศรีดอนมูล เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2528
              เมื่อปี พ.ศ.2532 ได้สืบทอดเจตนารมณ์ต่อจาก พระครูบาผัด สร้างกุฏิสงฆ์ล้านนาให้สำเร็จ โดยมีพระเถรานุเถระ 5 รูปมาวางศิลาฤกษ์ คือ
1. พระธรรมสิทธาจารย์(เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น)
2. พระครูจันทสมนาคุณ(หลวงปู่หล้าตาทิพย์)วัดป่าตึง
3. พระครูวงศ์วิวัฒน์(ครูบาน้อย)วัดบ้านปง
4. พระครูสุภัทรสีลคุณ(ครูบาดวงดี)วัดท่าจำปี
5.พระครูสีลวิมล(เจ้าคณะอำเภอสารภีขณะนั้น)


              วัดพระนอนหนองผึ้ง สร้างเสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ.2539 ใช้เวลาสร้างนาน 7 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกทรงเสร็จ พระราชดำเนินเปิดกุฏิล้านนา
เมื่อปี 2537 สร้าง สะพานสาธารณะเชื่อมบ้านชมพูกับบ้านป่าแดด อ.สารภี ชื่อ สะสานครูบาผัด
เมื่อปี 2538 ซื้อที่ดินปลูกสวนป่า ปฏิบัติธรรม
เมื่อปี 2541 สร้างหอพระไตรปิฏก วัดศรีดอนมูล
เมื่อปี 2544 บูรณะองค์พระธาตุเจดีย์ วัดศรีดอนมูล
เมื่อปี 2547 สร้างเมรุ เผาศพให้หมู่บ้านศรีดอนมูล
เมื่อปี 2549 สร้างเจดีย์ 9 คณะจารย์
เมื่อปี 2551 สร้างศาลาเอนกประสงค์ บารมี 9 คณาจารย์ วัดศรีดอนมูลสร้างห้องน้ำ จำนวน 30 ห้อง
เมื่อปี 2552 บูรณปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถ และซุ้มประตูวัด
เมื่อปี 2553 สร้างศาลาบาตร 108 ห้อง
เมื่อปี 2554 สร้างซุ้มประตูโขงผ่า วัดศรีดอนมูล
เมื่อปี 2556 สร้างมหาวิหารรวมใจ สามัคคีธรรม (ปัจจุบันกำลังก่อสร้างอยู่)
เมื่อปี 2557 สร้างโรงพยาบาลสารภี บวรพัฒนา (ครูบาน้อย อุปถัมภ์) ณ หมู่บ้านศรีดอนมูล อ.สารภี จ.เชียงใหม่
เมื่อปี 2558 สมทบทุนซื้อ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้กับโรงพยาบาลสารภีบวรพัฒนา

กิจวัตรประจำวันของครูบาน้อยในปัจจุบัน

หลับดึก ตื่นเช้า หมั่นลุกไหว้พระ สวดมนต์เช้า - เย็น เดินจงกลม เที่ยวบิณฑบาต 
03.30 น. ตื่นเช้ามาบริหารเท้าและมือ,แกว่งแขน
04.39 น. สวดมนต์ทำวัตรเช้าและทำสมาธิพร้อมพระภิกษุสงฆ์ สามเณร
06.30 น. เดินจงกลม
07.00 น. ออกบิณฑบาต ทางทิศเหนือ 1 วัน ทิศใต้ 1 วัน ทุกวัน ยกเว้นวันพระเพราะถือเป็นกิจของสงฆ์ (ท่านรับบิณฑบาตทุกอย่างและมอบให้ลูกศิษย์)
08.30 น. กลับถึงวัด ใส่บาตรบูชา ครูบาอาจารย์ภายในวัด
09.00 น. ทำสมาธิเข้ากรรมฐาน
10.00 น. ฉันน้ำปานะ แล้วออกโปรดญาติโยม เทศนาธรรม พร้อมปะพรมน้ำพุทธมนต์ให้พรญาติโยม
11.00 น. ฉันภัตตาหารเพล (เจ) (วันพระไม่ฉันเพล ฉันแต่น้ำปานะ) เสร็จจากกิจออกโปรด    ญาติโยม
12.30 น. พักผ่อน ทำวัตรส่วนตัว เดินจงกลม สวดมนต์
14.00 น. ออกโปรดญาติโยม และเทศนาธรรมพร้อมปะพรมน้ำพุทธมนต์ให้พร
17.00 น. เดินออกกำลังกาย ตรวจดูงานก่อสร้าง เสร็จกิจแล้วสรงน้ำ
18.00 น. ทำวัตรเย็น เจริญกรรมฐาน พร้อมพระภิกษุสงฆ์ สามเณร
20.00 น. ให้โอวาทพร้อมอบรมจิต แก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร
20.30 น. ทบทวนจิต อ่านหนังสือธรรมะ สวดมนต์ไหว้พระ เข้ากรรมฐาน
22.00 น. จำวัด

- ข้างขึ้นของทุกเดือนครูบาน้อยจะไปทำบุญตักบาตร พระสงฆ์สามเณร 108 รูป เป็นประจำทุกเดือน ณ หน้าอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย เชิงดอยสุเทพ เป็นระยะเวลากว่า 40 ปี และปัจจุบันก็ยังทำอยู่เรื่อยๆ
- ครูบาน้อยเป็นพระที่ไม่ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์สื่อสารทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น  ทีวี โทรศัพท์ (หากจะติดต่อท่านติดต่อผ่านทางกรรมการหรือลูกศิษย์เท่านั้น) 

*ท่านไม่เล่นโทรศัพท์,ไม่ดูทีวี และไม่ใช้คอมพิวเตอร์แม้แต่ที่นอนของท่านยังเป็นเตียงไม้เนื้อแข็งปูด้วยเสื่อนอนหมอนแบบหวายธรรมดาอีกด้วย   
ประวัติครูบาน้อย เตชปัญโญหรือ(พระครูสิริศีลสังวร)วัดศรีดอนมูล

นักบุญยอดกตัญญูผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาไทย “ครูบาน้อย เตชปญฺโญ” เจ้าอาวาสวัดศรีดอนมูล วัดศรีดอนมูล หมู่ 8
ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 50140 โทร. 053-421040, 053-420277